wake me up.

November 27, 2009 by roseniyom

เราดูหลอกตัวเอง
ไอ entry ที่เขียนมาทั้งหมด
อย่าไปเชื่อเลย
เพราะเราก็ทำไม่ได้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะทำได้

ความรู้สึกคนเรามันน่ารำคาญ
เดี๋ยวทำได้
เดี๋ยวทำไม่ได้
มันวนอยู่ในหัวแค่นั้น
ไม่มีอะไรเลย

จมอยู่แค่ในวันนั้น
ช่วงนั้น
ระหว่างนั้น
และไม่เคยหลุดพ้น

เวิ่นเว้อ
ไม่จบไม่สิ้น
ทั้งๆที่มันก็จบแล้ว

เราไม่หลุดซักที

เราควรทำไง
ไม่น่าถาม
ก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วนี่
แล้วจะถามเพื่ออะไร

ต้องการคำตอบจากใคร
ในเมื่อ
ตัวเองยังตอบไม่ได้เลย

หลุดซักที
คืนหนึ่งคืนใดที่ไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป
คืนนั้นถือว่าโชคดีหรือยัง

แล้วไง
มันไม่เป็นอย่างที่บอกไว้
ว่างเปล่า
ทุกวันนี้มันว่างเปล่า
กลวง

กลวง
เราไม่อยากกลวง

แต่ถ้าสิ่งมาเติม
มันไม่ดี
เราก็ขอกลวง

แต่ประเด็นมันอยู่ที่

มันไม่มี

อีกต่อไป

ช่วยไม่ได้
เราขอโทษ
ขอโทษที่เราไม่หยุด
แต่ใครจะรู้
ไม่
ไม่มี …
มันประทับตราไปแล้ว

ไร้แรงยึดเหนี่ยว

เราอยู่ที่ไหน

ทำอะไร

รู้ตัวซักดี

ตื่นเหอะ

 

 

คิดนะ
แต่ไป
ไม่
ถึง

จังหวะของจักรยาน.

November 15, 2009 by roseniyom

ทุกอย่างมีวันหมดอายุ
ความรักก็เช่นกัน

คนเรามีเวลาเป็นของกันและกัน – จะยาวจะสั้นก็คงต้องแล้วแต่คนสองคน
เมื่อถึงเวลา ไม่เราก็เขาที่ต้องไป
แน่ล่ะ คนเราก็ต้องเดินต่อ
แต่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทาง
เพราะทางข้างหน้ามันไปต่อไม่ได้แล้ว

ในชีวิตจริงอาจมีป้ายบอกว่า ทางตัน มันอยู่ข้างหน้า
แต่ในความสัมพันธ์มันไม่มีป้ายบอก

คงต้องใช้ความรู้สึกเป็นเข็มทิศ
เพราะเมื่อถึงทางตัน
บางทีเราก็ทำอะไรไม่ถูก
ไม่มีแรง – แม้กระทั่งหันหลังกลับ

DSC00026

เรามีระยะเวลาเป็นของกันและกัน
แต่น่าเสียดายและเสียใจ
ที่คนเรามักยอมรับการตัดสินใจจากฝ่ายที่ไปไม่ได้
หรือในขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายที่ตัดสินใจเอง
ทั้งๆที่คนเราก็มีเวลาอิ่มตัว
เพียงแต่ของเราอาจมาช้ากว่าเขา
หรือเขาเองก็อาจจะมาช้ากว่าเรา

ทุกอย่างมีช่วงเวลาและจังหวะ
เราเคยคิดว่าบางหากเราไม่ได้เดินในจังหวะเท่านี้
มองโลกในตำแหน่งนี้ หรือพูดในจังหวะนี้
โลกรอบตัวเราที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างวันนี้ก็ได้
และที่สำคัญ จังหวะเวลาก็นำพามาซึ่งความสัมพันธ์

ตอนเด็กๆที่เราหัดขี่จักรยาน
เมื่อน้าอุ้มเรานั่งลงบนเบาะและเริ่มพยุงให้เราใช้เท้าถีบจักรยานไปข้างหน้า
จักรยานมันดูโคลงเคลง
เหมือนจะล้มแต่ก็ไม่ เหมือนจะไปแต่ก็หยุด

แต่ไม่นาน พอปั่นได้เรื่อยๆ
มันก็จะมีจังหวะที่เรามีความสัมพันธ์กับจักรยาน
เหมือนควบคุมมันได้ จังหวะที่ใจหมุนไปพร้อมขา

เท่านั้นแหละ
ชีวิตบนจักรยานก็สวยงามขึ้นมาทันที
ยิ่งมีลมเย็นๆปะทะหน้า จังหวะนั้นไม่อยากจะลงจากจักรยาน
อยากจะปล่อยมือบังคับ และกางแขนออก
เพื่อไม่ให้ลมเย็นหายไปไหน

แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกที
จังหวะที่ขาและใจไม่หมุนไปด้วยกัน
จังหวะที่ลมเย็นอาจเปลี่ยนเวรผลัดกันเป็นฝน

การควบคุมจักรยานผิดจังหวะ
มันมาแบบไม่รู้ตัว
เวลานั้นเองที่เราได้ทักทายกับเบตาดีน แอลกอฮอลล์ล้างแผล และสำลี
แผลถลอกปอกเปิก

มันทำให้เรากลัวจักรยานไปซักพัก
แต่ด้วยความเป็นเด็ก
เจ็บไม่นานหรอก …

ไม่นาน เราก็ได้ขี่จักรยาน ถึงจะคันเดิม – แต่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกเดิม

หลังจากนั้น
เราไม่เคยล้มอีก

แต่มันก็ไม่แน่ว่าวันหน้ามันจะไม่ล้ม

เราก็แค่วัดจากอดีตจนถึงวินาทีปัจจุบันว่าเราขี่จักรยานล้มไม่กี่ครั้ง
ที่แน่ๆ มันคงไม่น้อยลงกว่าเดิม
มันคงจะมีแต่เท่าเดิม ไม่ก็มากขึ้น

คงอยู่ที่จังหวะ

แม้จะผ่านมานาน
แต่ก็ยังไม่ถึงจังหวะที่เราจะหายซักที
บางทีเราก็เบื่อกับการที่ต้องมานั่งวนเวียนความคิดทุกวัน

จังหวะที่เราก้าวเข้าห้องแล้วมองเห็น
จังหวะนั้นเองที่กลับมาอีกครั้ง
จังหวะเดิมๆ

DSC00046

จนถึงตอนนี้

เราอาจไม่ได้คิดถึงจักรยาน
แต่เราคิดถึงช่วงตอนที่เราอยู่บนจักรยาน

มันเป็นจังหวะที่พอในตอนนั้น
ที่เราจะรู้สึก มีความสุข
แต่คงไม่มีใครอยู่บนจักรยานได้ตลอดไป

เพราะบางทีบางที่มันก็ไม่มีที่จอดจักรยาน

MINE POSTER.

November 9, 2009 by roseniyom

 

 

 

mine500

ทำโปสเตอร์ละครโรงเล็กให้เพื่อน
ปีนี้ดูท่าจะคึกคักกว่าทุกปี
เห็นมีน้องๆ เพื่อนๆ ส่งแสดงอยู่หลายเรื่อง
ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดี

หลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่รอบข้างเรา
มันประมวลความคิดเราให้มีระบบที่ไม่เป็นระบบ
เราคิดอะไรออกมาเป็นภาพที่ไม่สำเร็จรูป
เหมือนมีผ้าใบที่วางอยู่ข้างหน้า
ลองสาดด้วยสีนี้ ตัดสีนั้น แปะอันโน้น จนกว่าจะได้ภาพที่เราอยากได้
ไม่รู้ว่ามันสิ้นสุดด้วยกระบวนการมั้ย
แต่รู้สึกได้แค่ว่า เออ มันพอแล้วว่ะ
แล้วมันก็จะพอในตัวของมันเอง
พอในความรู้สึกของเรา

แต่บางอย่างมันต้องมี concept ของงาน
มันอาจช่วยทำให้แก่นของมันหนักแน่นมากขึ้น
แต่กระบวนการทางความคิดของเรามันไม้ได้ถูกสอนมาด้วยระบบแบบนั้น

ไม่แน่ใจว่าเราถูกสอนหรือสอนตัวเอง
มันทำให้พอกลับไปมองงานตัวเองแล้วก็รู้สึกอะไรบางอย่าง
มันดูเหมือนไม่สื่อสาร มันเป็นแค่ภาพ ณ เวลานั้นที่เราประดิษฐ์ขึ้นมา
มันไม่ได้มีความหมายอะไรมากกว่าไปกว่าการแยกตัวหุ่นไม้ออกจากกัน
แค่เหตุผลอะไรไม่รู้ที่เราต้องจับมันแยก
แล้วมันก็ถูกแยก

มันไม่ได้มี concept หรือความหมายอะไรในนั้น

แต่ถ้าจะให้แถ
มันก็คงมีความหมายในตัวมันเอง
เพียงแต่เป็นการให้ความหมายหลังจากงานเสร็จสมบูรณ์
ซึ่งมันก็คงไม่เหมือนกับการวางแผนล่วงหน้า
ว่าต้องการความหมายแบบนี้ถึงจับแยก

เรากำลังคิดว่าวิธีไหนมันสมควรกว่ากัน
และมันเป็นวิธีที่ถูก ?

เราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วการทำงานพวกนี้
เราทำผิดกระบวนการหรือเปล่า
เหมือนบางทีเราสนใจแค่วิธีการ และผลลัพธ์
ซึ่งในบางครั้งเราว่ามันก็ไม่ดี

เห้ย ทำแบบนี้ ดีกว่า
แต่มันไม่ได้มีความหมายอะไรในนั้น

หรือมันจะมีความหมายแบบที่เราไม่รู้ตัว
เราก็ไม่รู้

อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ศึกษา
หรือเรียนมาในระบบที่สอนให้เข้าใจหลักการออกแบบอย่างแท้จริง

บางทีเราก็อาจจะยังคงเป็นบุคคลเล็กๆ
ในโลกใบใหญ่ๆ ที่ยังคงต้องศึกษาและทำความเข้าใจ
กับหลายสิ่งหลายอย่างอีกมาก

เพราะบางทีสิ่งที่เรามองว่ามันดี มันใช่
ในสายตาของคนที่เข้าใจมันอย่างแท้จริง
มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่สุด

I’m a bird, an injured bird.

October 30, 2009 by roseniyom

มนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอ
และจะอ่อนแออย่างที่สุดเมื่อเกิดความมัวเมา

มัวเมาในแง่ทั้งรูปธรรมอย่างเมาเหล้า เมาควัน
รวมถึงมัวเมาในความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง
อย่างการหลงใหลได้ปลื้มอะไรบางอย่างอย่างหน้ามืดตามัว

เมาอย่างหลังน่ากลัวกว่าเมาอย่างแรก
แต่ไม่ว่าจะเมาแบบไหน
มันก็ไม่ได้มีข้อดีมากไปกว่าความสุขชั่วคราว
ซึ่งบางทีเราเองก็ชอบที่จะรู้สึกอย่างนั้น

มันเป็นคืนที่ต้องบอกว่าเมาที่สุดในความรู้สึก
สายตาพร่ามัว สลับกับการฟังเสียงตัวเองร้องอย่างบ้าคลั่ง
ร่างกายที่รู้สึกว่าอะดรีนาลีนทำงานได้เกินประสิทธิภาพ
และทันทีทันใดก็กลายมาเป็นเสียงโอดครวญที่ดูเหมือนจะตายได้ซะตอนนั้น

เราจำเรื่องราวไม่ได้
แค่ความรู้รู้สึกนั้นเราจำได้
ได้ดีเสียด้วย

มีคนเคยบอกว่า
เหล้ามันไม่ใช่คำตอบ แต่มันช่วยลืมคำถาม
และเราขอเติมไปหน่อยนึงว่า
มันอาจะดึงอะไรที่เรารู้สึกออกมา ออกมามากจนบางทีเราเองก็ไม่รู้ตัว
มันละลายความเข้มแข็งปลอมๆได้ดีทีเดียว
เหมือนหน้าที่ของโซดาไม่มีผิด

เหมือนนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า
มันบินอยู่ในความรู้สึกอิสระและพบกับความสุขสุดยอด
แต่พอถึงวินาทีที่นายพรานเล็งปืนพุ่งตรงมายังเป้าหมายมีปีก
เสียงปืนดังเปรี้ยง
มันตกลงมาด้วยสาเหตุแห่งความสาหัส
เลือดข้นๆค่อยๆไหล เพราะเราไม่แน่ใจว่านกมีน้ำตา
เหมือนเป็นสัญญาณว่ามันกำลังจะตายอย่างช้าๆ

คนเราในความรู้สึกที่เหมือนกำลังจะจากไป
เขาคิดถึงเรื่องอะไรกัน
คิดถึงคนที่รัก คิดถึงวินาทีที่มีความสุขที่สุดในชีวิต
หรือกำลังคิดว่าตัวเขากำลังจะไปไหน

นกที่บาดเจ็บสาหัสตัวนั้น มันจะคิดถึงท้องฟ้า
หรือคิดถึงเวลากางปีกและรู้สึกถึงอิสระมั้ย

เลือดที่ค่อยๆไหล คงทำให้มันรู้สึกอ่อนเพลียเกินกว่าจะขยับปีก
เพื่อต้านแรงโน้มถ่วงให้กลับไปบินได้อีกครั้ง
แต่น่าเศร้าที่ที่มันบินต่อไม่ไหวแล้ว

บางทีนายพรานอาจจะช่วยย่นระยะความเบื่อหน่ายชีวิตของนกตัวนั้น
นกที่บางทีมันก็ไม่รู้ว่าจะบินไปไหน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่านี่คือท้องฟ้า
หรือสัมผัสถึงความรู้สึกอิสระ
นกอาจเพียงแค่เกิดมาเพื่อบิน
ไม่ใช่เพื่อเมามายในความรู้สีกเหมือนมนุษย์

แต่ไม่แน่อาจจะมีคนใจดีที่เห็นนกที่บาดเจ็บ
นำมันกลับไปดูแลและรักษา
มันอาจจะบินต่อไม่ไหว แต่สิ่งที่ได้คืนกลับมาอาจเป็นชีวิต
บางคนอาจบอกว่าถ้านกไม่บินอาจแปลว่ามันตายแล้ว
บางทีนกตัวนั้นอาจจะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยที่ไม่พึ่งปีก
มันอาจเข็ดกับท้องฟ้าที่กลายเป็นสนามรบในบางเวลา
ไม่แน่ว่ามันอาจพอใจกับการเดินบนดินด้วยสองเท้าเล็กๆของมัน

เราไม่รู้หรอก
เราเดาเอาจากการเรียนรู้ของมนุษย์
แต่เราเองก็ไม่แน่ใจว่านกมันจะดื้อด้านเหมือนคนมั้ยที่บางทีเจ็บแล้วก็ไม่จำ
ลืมไปว่าเราเคยพูดเอาไว้ว่าบางทีมันอาจเกิดมาเพื่อบินอย่างเดียว

นกตัวนั้นอาจไม่ต้องบิน
มันอาจเดิน
ช้า แต่ก็ต้องทน
จนกว่าจะบินได้ใหม่

ขอให้เราโชคดี
เช่นเดียวกับนกตัวนั้น

นกที่ไม่มีจริง
มีแต่เราที่รู้สึกอย่างนก

เข้าใจแล้วหรือยังว่ามนุษย์มีความเมา
แม้ในจินตนาการ

ปล.
ตุ้มหูหายไปข้างนึง เสียดายที่สุด
แต่มาคิดอีกที
ก็ช่างมันเถอะ เรามันพวกไม่ชอบใส่อะไรเป็นคู่อยู่แล้วนิ

เราเป็นเจ้าของเวลากันหรอไง ?

October 25, 2009 by roseniyom

เวลาบนโลกนี้
คนเรากำหนดมันไว้ทั้งนั้น
ถ้าไม่มีวันเดือนปี
บางทีคนเราอาจไม่ต้องเจ็บปวด
ไม่ต้องนับ ไม่ต้องรับรู้
ว่ารู้สึกกันมานานเท่าไหร่
รู้จักกันมากี่ปี
ห่างหายกันไปนานแค่ไหน
หรือต้องมาคำนวณความสัมพันธ์ว่าใกล้เวลาจะสิ้นสุดแล้วหรือยัง

มันคงมีแค่คำว่า ช่วงเวลา
ไม่ต้องมานั่งคิดว่าช่วงเวลาใครยาวนานกว่ากัน
กว่ากันเท่าไหร่ มากแค่ไหน

เพราะไม่ว่าจะยาวนานหรือสั้นกว่าแค่ไหน
มันก็ต้องมีจุดสิ้นสุดเหมือนกัน

อาจจะแตกต่างกันที่
วิธีของการสิ้นสุด

แต่มันก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเริ่มต้นใหม่ได้เมื่อไหร่
บอกเป็นวันที่ไม่ได้
เพราะเรามันพวกไม่ใส่ใจกับวันเดือนปีอีกต่อไปแล้ว

เรื่องที่เกิดแล้วย่อมดีเสมอ

ทุกคนบอกว่าเปิดเทอมงานจะยุ่งจะเยอะ
เบื่อจะเรียน อาจารย์ด่า ต้องเรียนซ้ำ
ทุกคนรู้ แล้วก็รู้ด้วยว่ามันจะผ่านไปได้เหมือนทุกครั้ง
แต่ก็ยังบ่น พูดว่าไม่ได้ แต่ลึกๆ แม่ งก็ผ่านไปได้ทุกที

เราก็รู้สึกแบบนั้น บ่นแบบนั้น
แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร
อาจจะดีกว่าการอยู่เฉยๆ
ให้อาจารย์หรือเพื่อนมาด่าหัวเล่น
อาจจะดีกว่าการนั่งด่าตัวเองทั้งวันแบบที่ไม่รู้ว่าจะด่าให้มันได้อะไรขึ้นมา

ด่าตัวเอง
ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร
ตอนนี้รู้สึกแค่ว่าหลายเรื่องที่คนเราคิด
มันไม่มีแล้ว คำว่า ผิด หรือ ถูก
มันไม่มีเธอผิด ฉันผิด เราผิด
เพราะเมื่อไหร่ที่มีคำว่าผิดถูกเข้ามา
ทุกคนมักจะบอกว่าตัวเองผิด
ทั้งๆที่ใจลึกๆ ไม่ได้อยากจะยอมรับแบบนั้นหรอก

เรื่องบางเรื่อง
มันก็ไม่มีผิดถูก
เมื่อไหร่ที่เราบอกว่าตัวเองผิด
มันแปลว่าเรายอมรับมันไม่ได้ต่างหาก

ซึ่งเราเชื่อว่า
หลายเรื่องที่คนเราขอบเฝ้าตั้งคำถาม
ทุกคนรู้คำตอบ ทุกคนเข้าใจปรากฏการณ์
และความเป็นไปของมัน
เศร้าก็ต้องร้องไห้ สุขก็ต้องยิ้ม

เกิดมายี่สิบปี อาจจะไม่ได้เจอเรื่องทุกข์ร้อนแสนสาหัส
แต่มันก็อาจจะเพียงพอกับบทเรียนอะไรหลายอย่าง
เรื่องชีวิต ครอบครัว เพื่อน ความรัก
พอเอามาประมวลรวมกัน ถึงมันจะไม่ใช่ตำราชีวิตเล่มใหญ๋
แต่มันก็ไม่เล็กจนเกินกว่าที่จะเอาไปบรรทัดฐานในการใช้ชีวิตต่อไม่ได้

ขอยืมเนื้อเพลงพี่ตั้ม
เพราะ หากจะตาย ก็ตายไปแล้ว

เอาจริงๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้
มันไม่มีเรื่องให้น่ากังวลใจอยู่เรื่องเดียว
มองไปทางไหนชีวิตแม่ งก็มีปัญหาให้แก้ไปหมด
ทั้งเรื่องชีวิต พ่อแม่ งาน เรียน ความรัก
ขนาดแอร์ไม่เย็น ก็ถือเป็นปัญหานึงที่ทำให้เราไม่มีความสุข
แต่มันก็ไม่ได้บั่นทอนเราเท่าไหร่หรอก
เป็นทุกข์แบบมดกัด

เราไม่ได้เป็นพวกเอาปัญหาใส่ตัว
แล้วก็ไม่ใช่พวกคิดว่าตัวเองมีปัญหาสาหัสคนเดียว
โคดไม่ชอบความรู้สึกที่ชอบคิดว่าต้องแบกรับอะไรคนเดียว
น้ำเน่า
เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้อยู่คนเดียว

ขอให้หันไปมอง ก็จะรู้ว่ามีคนอยู่ด้วยจริงๆ
สิ่งนั้นเองที่ทำให้ทุกข์เราหายไป

อย่าสนใจสิ่งที่ไป ให้สนใจสิ่งที่อยู่
อย่าสนใจสิ่งที่จาก ให้สนใจสิ่งที่เจอ

ทุกคนต่างมีปัญหาเป็นของตัวเอง
แล้วเราก็จะพยายามไม่คิดอีกต่อไป
ว่าของใครมันหนักหนาสาหัสกว่ากัน
เพราะพอแก้กันไปได้

ผลลัพธ์มันก็เหมือนกันคือเดี๋ยวมันก็มีปัญหาให้แก้ต่อ

เพราะคนที่ยิ้ม
บางทีเค้าก็อดคิดไม่ได้เหมือนกัน
ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะหุบมัน
และยิ้มต่อไปไม่ได้อีก
แล้วตอนยิ้มอยู่ กุสวยมั้ยวะ
ตีนกาขึ้นรึเปล่า

พอๆกันกะคนที่น้ำตาไหล
พอน้ำตามันหมด
ความสุขมันก็อาจแวะมาทักทายพอเป็นพิธี
แล้วอีกไม่นาน
เขาก็ต้องมานั่งตั้งคำถามกันต่อ
เมื่อไหร่ที่กุต้องร้องไห้อีกวะ
แล้วถ้าไม่รู้จะเอาน้ำตาที่ไหนมาร้อง
จะทำยังไง ?

ปัญหาร้อยแปดน่ะชีวิต

สุดท้ายแล้ว
ก็นั่นแหละนะ
เรื่องที่เกิดแล้วย่อมดีเสมอ
มันก็ต้องเป็นไปตามปรากฏการณ์

ทุกคนเข้าใจ
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้

เอาน่า
เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
เหมือนปิดเทอมที่ไวกว่าทุกที

blank.

October 18, 2009 by roseniyom

ข้อ 27 มันยังว่างอยู่เลยนะ

ขอโทษที่เตือนช้าไป.

ช้าไปแล้วใช่มั้ย

59 สนามเด็กเล่น

October 15, 2009 by roseniyom

59 สนามเด็กเล่น
เป็นชื่อของไฟล์เสียงที่เพื่อนได้บันทึกไว้
ไม่รู้จะเรียกงานนี้ว่าอะไร
เลยเรียกไปก่อนว่า ผลผลิตตอนเน็ทไม่มี
เอาไฟล์เสียงที่ไปอัดกะเพื่อนที่สวนลุมส่งงานครูมาลองทำ
ใส่อะไรไปไม่รู้ไปหน่อย
ก็ออกมาเป็นแบบนี้

สวนลุมวันนั้นก็บรรยากาศดี แตก็ร้อน
เด็กเยอะ

เราเอาเสียงมานั่งฟัง
แค่รู้สึกว่าบางที่มันอาจจะสร้างมาเพื่อคนกลุ่มหนึ่งก็จริง
แต่มันก็ยังมีบางส่วนที่มาขออยู่ในพื้นที่นั้น
อาจไม่ใช้บริการโดยตรง

แต่กระทำบางอย่างโดยอ้อม
ด้วยความรู้สึกลึกๆของตัวเอง

ณ สนามเด็กเล่น
อาจไม่ได้มีแค่เด็กเล่นสไลเดอร์หรือรอแม่ป้อนข้าว
แต่อาจมีคนอีกหลายคน
ที่มีความรู้สึกว่าฉันอยู่คนเดียว
ซ่อนตัวอยู่ในนั้น

บางคนคิดว่าพวกเขาอาจจะมานั่งปล่อยใจ
ใช้เวลาที่เหลือของวันกับความสงบของที่นี่

เราเชื่อครึ่งนึง
และไม่เชื่อครึ่งนึง

เพราะการมาหาความสงบ
แสดงว่าเค้าอาจจะต้องเจออะไรที่หนักหนามาก่อน

และไม่แน่ใจว่าที่นี่ให้ความสงบได้รึเปล่า
เพราะเสียงของเด็ก

ก็ไม่ได้มีแค่เสียงเดียว

ปล.

ทำไมพอบอกว่า เหงา คนมักบอกว่า น้ำเน่า
ทั้งๆที่ก็รู้สึกกันได้ทั้งนั้น

แต่คราวนี้ไม่กลัวใครว่าแล้ว
เพราะมัน เหงา จริงๆ

SIGNS.

October 10, 2009 by roseniyom

เป็นอีกคืนที่ก่อนหน้านี้รู้สึกไม่อยากนอน

แต่พอดูเรื่องนี้เสร็จ อยากล้มตัวลงนอนฝันดี

1 ใน 2009 Cannes Lions winners. เห็นเค้าว่ากัน

ชอบจัง

ไม่ใช่แค่อยากทำหนังแบบนี้นะ

แต่อยากเจอแบบนี้มั่ง

เอ้า ฝันอีกละเรา นี่ขนาดยังไม่หลับ

: (

when.

October 7, 2009 by roseniyom

นานมาแล้ว
นานมากแล้ว

คล้ายๆว่าจะโล่ง
แต่ก็ล้น

คล้ายๆว่าจะคลี่คลาย
แต่ก็คละคลุ้ง

คล้ายๆว่าจะลุก
แต่ก็ล้ม

คล้ายๆว่าจะเข้าใจ
แต่ก็ไม่เข้าใจ

คล้ายๆว่าจะลืม
แต่ก็เลย

คล้ายๆว่าจะไม่รู้สึก
แต่ก็รู้สึก

ในห้วงความคิดหลังทิ้งตัวลงนอน
คำถามที่วนอยู่ในสมองลดน้อยลง
ทำไม ใคร ที่ไหน อย่างไร มันเริ่มจากไป

เพราะคำตอบที่ตอบได้มันยังเหมือนเดิม
เหมือนเรื่องราวที่ถูกเปิดดูซ้ำไปซ้ำมา
ถ้าเป็นหนัง ก็คงเหมือนกับหนังที่คนดูหลายๆรอบ
จนจำ dialogue ได้

บางคนอาจจะบอกว่ามันน่าเบื่อ
อืม ใช่ มันเป็นหนังที่น่าเบื่อมากๆ
แต่ทำไมไม่รู้ถึงยังจำ dialogue ทุกอย่างได้ดี

ก่อนนอนคืนนี้
เราคงไม่ตั้งคำถามด้วย ใคร ทำไม ที่ไหน อย่างไร อีกแล้ว

เราคงถามตัวเองไม่เบาไป ไม่ดังไปว่า

‘เมื่อไหร่’

เมื่อไหร่ที่เราโล่ง/คลี่คลาย/ลุก/เข้าใจ/ลืม/ไม่รู้สึก

เสียที

เพราะมันก็

นานมาแล้ว
นานมากแล้ว

GONE WILD // FASHION PHOTO.

September 29, 2009 by roseniyom

งาน fashion photo ล่าสุด
ที่จริงก็ไม่ล่าสุดหรอก ถ่ายนานแล้ว

พี่ฮอลล์เป็นแบบ นิวแต่งหน้า
หัวข้อ beauty ก็ไม่มีอะไรมาก ขายความสวยงาม
ซึ่งเราเองก็ไม่ถนัดจะขายความสวยงามอะไร
นางแบบที่อยากได้ก็ไม่มี คือเราเลือกมากเอง

เลยถ่ายผู้ชายดีกว่า ก็ไปประตูน้ำแล้วเจอหน้ากากเลยจัดไป
น้ำหอมมันขาย adventerous sensations พอดี
ก็เลยถูไถกะรูปได้

ชอบขาวดำหรือสีมากกว่า ?
เราชอบคนละแบบ
นานาจิตตัง

แต่ยังไม่ปลื้มกับการรีทัชเท่าไหร่นะ
ยังไม่เนียนตามที่ต้องการ
มันคงต้องใช้เวลา

ปล. งานใหญ่กำลังจะตามมา แต่เรายังหาหลายอย่างไม่ได้เล้ย