- อยากเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่
- ปีนี้เก็บเงินให้ได้ยอดซักแสน – ลำบากละ
- ทำห้องให้น่าอยู่กว่านี้
- อ่านหนังสือให้มากเล่ม
- ลดน้ำหนักซักสองโล – หวังเท่านี้
- ตื่นเช้า
- ซื้อเสื้อผ้าให้น้อยลง
- เอาเสื้อผ้าเก่าไปขาย ไปบริจาค หรืออะไรก็ตามแต่
- ทำงานไปเรื่อยๆ
- ที่ว่ามาทั้งหมดโลกสวยไปมั้ยกู
F
I DON’T KNOW
I HATE THIS FEELINGS.
I DON’T WANT TO FEEL ANYTHING UNUSUAL.
I HATE ANOTHER SIDE OF ME.
I CAN’T THINK THAT BRIGHT SIDE.
I DO SOMETHING WRONG.
BECAUSE
OF
SOMETHING
I
NEVER
TOLD.
ดัด
คำพูดดัดจริตๆ มันถูกพ่นออกมามาก
มากจนบางทีเอียนตัวเอง
ไอ้การรู้ตัวแบบนี้มันดีมั้ยวะ
FLOOD
เฝ้าระวังสถานการณ์
เราเกลียดความไม่แน่นอนในชีวิต ในทุกเรื่อง
น้ำจะท่วมมั้ยวะ กูควรเอากระสอบทรายมาวางหน้าบ้านมั้ย ควรซื้อมาม่าตุนไว้มั้ย
เออแล้วจะหมูสับหรือต้มยำ หรือจะเอาทุกรสแม่งไปเลยดี
เอ หรือรสนี่มันควรจะเผื่อแผ่ให้เด็กเล็กๆบ้านตรงข้าม ไม่ดิ ถ้าเค้าไม่ชอบกินมาม่า
เราก็ซื้อเก็บไว้เลยสิวะ
เห้ย หรือว่าน้ำมันจะไม่มา
ความไม่แน่นอนอยู่ในทุกอย่าง
มันเป็นสัจธรรม มันอยู่ในธรรมชาติ
นั่นมันเมื่อก่อนหน้าสองนาทีที่แล้ว
ความไม่แน่นอนมันอยู่ในใจเราเอง
ไม่ได้ enlighten ชีวิตอะไรขนาดนั้น มันมาเมื่อเริ่มต้นพิมพ์
ตอนเริ่มจะเขียนก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนเรื่องนี้
รู้สึกอยากเขียนอะไรที่เป็นความรู้สึก ณ ขณะนี้
ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอีกแล้วในชีวิต
อาจเป็นเพราะฝุ่นมาโดนลูกกะตา ขยี้ไปที สติเรื่องเดิมหลุดไป
เรื่องใหม่เลยเข้ามา
กลายเป็นพูดเรื่อง ความไม่แน่นอน ในใจไปได้ซะงั้น
พูดเหมือนคนที่มีแสงสว่างวาบๆอยู่ในสติปัญญานะ แต่เปล่าเลย
มันอยู่ที่ใจคนเราทั้งนั้นแหละ
โลเล ไม่แน่นอน แปรปรวน ถ้่าเลือกทำอะไรไป มันก็จบแล้ว
ไอ้อาการพวกนี้มันเกิดจากคำตอบแค่สามคำตอบ คือ 1.คำตอบ 2.ไม่+คำตอบ 3.ไม่+รู้
เช่น
มึงว่า บ้านกูน้ำท่วมมั้ย
1.กูว่าท่วม 2.กูว่าไม่ท่วม 3.กูไม่รู้
หมายรวมถึงเหตุการณ์อื่นๆในชีวิตตอนนี้ ที่ดูเหมือนเป็นช่วงวิกฤติน้ำป่าไหลหลาก
แต่เรามันเป็นคนเขตกรุงเทพชั้นนอกที่ยังรอคอยแต่ไม่ได้หวังให้น้ำมันมาหา
แต่ถ้ามันจะมา เราก็ห้ามมันไม่ได้ ก็ช่วยเหลือ แบ่งทุกข์โศกมาจากคนอื่นบ้าง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมาหรือไม่มามันก็ขึ้นอยู่กับการรอคอย
ไอ้คำว่า มาแน่ แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่
นี่มันก็พอกันกับอาการไม่แน่นอน
คือจะให้เราเตรียมตัว เตรียมใจรับมือยังไงดี
แต่สุภาษิตคุณทวดเค้าก็บอกเอาไว้ กันไว้ดีกว่าแก้
ไอ้เรื่องน้ำท่วมพี่ไม่ว่า
แต่เรื่องอะไรภายในใจไม่ธรรมดาพี่ไม่รู้ว่าจะกันยังไง
ที่พูดมามันไม่ใช่เรื่องน้ำท่วมหรอก
มันจะมาก็ปล่อยให้มันมา
เราหยุดธรรมชาติไม่ได้หรอก
ถ้ามันจะเปียก
ก็ต้องมีวันแห้ง
แดดยังไม่หมด ปีสองปี ก็คงแห้ง
แต่ความรู้สึกขมๆ แห้งๆนี่
ทำไงวะ
จะหยุดก็หยุดที่ใจ
แต่ถ้ามันห้ามไม่ได้
ก็ปล่อยให้มันไหลไปแหละดีแล้ว
หรือไม่ดี
ก็ไม่รู้
คำตอบมีอยู่สามอย่างเหมือนเดิม
1. รู้สึก 2.ไม่รู้สึก 3.ไม่รู้
แต่สำหรับเรื่องบางเรื่อง ไม่รู้ คือรู้สึกแล้ว
เราเกลียดความไม่แน่นอน
แต่มันก็ทำให้รู้สึกสิ่งนี้แหละคือธรรมชาติ
อะไรที่มันเป็นธรรมชาติ
มันก็คงจะดี
…
หรือเปล่า
1. ใช่
2. ไม่ใช่
3. ไม่รู้
กร รม
กรรมตามสนอง
มันเกิดขึ้นได้มั้ยในวงจรความสัมพันธ์
มันเหมือนเห็นคนวิ่งไล่กันเป็นทอดๆ
ภาพที่ถูกฉาย เหมือนมองเห็นตัวเอง
ตลก
แบบเจ็บปวด
เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ความพอดีไม่มีในวงกลมนี้
ไม่เคย
ไม่มีเลยจริงๆ
ทำไมวะ
แค่คนเดียว เอง
ทำไม
ยากจังวะ
อยากทำในสิ่งที่ตัวเองคิด
แต่ทำไม่ได้เลย
อะไรกั้นอยู่วะ
อะไร
ไม่เข้าใจ
สายตาไม่ดี
เพียงแค่ลืมเวลาที่คุ้นตา
ที่คุ้นตา
ที่คุ้นตา
ที่คุ้นตา
โลกของเรามันเป็นแบบนี้
เราคุ้นเคยกับสิ่งที่คุ้น
แต่สิ่งที่เราไม่เคยคุ้น
แน่นอนเราไม่คุ้นเคย
สายตาเราเป็นแบบนี้
มันช่วยไม่ได้
ถ้าเราจะมอง หรือไม่มอง
มันช่วยไม่ได้
ถ้าสีที่เห็น มันไม่เป็นอย่างที่คิด
มันช่วยไม่ได้
ถ้าเราไม่สามารถโฟกัสสิ่งนั้นได้
มันช่วยไม่ได้
ที่เราจะสะดุดในสิ่งที่ไม่ควรสะดุด
มันช่วยไม่ได้
ที่เราจะละเลยในสิ่งที่เราไม่อยากมอง
มันช่วยไม่ได้
ถ้าเราจะเลือกมองในสิ่งที่คนมองไม่เห็น
มันช่วยไม่ได้
มันช่วยไม่ได้จริงๆ
สายตาเราเป็นแบบนี้
สายตาคุณเป็นแบบไหน
สายตาเขาเป็นแบบไหน
เราจะรู้ได้ไง
การจ้องตาไม่ได้บอกถึงความต้องการ
ยกเว้นว่ามันเป็นดวงตาที่เราอยากจ้อง
อยากมอง
อยากเป็นเจ้าของ
แต่ยัง
เราไม่ได้ตาบอด
เราแค่สายตาไม่ปกติ
ไม่ปกติเหมือนทุกคน
สายตาเราแตกต่างกัน
เรามองเห็นอะไรไม่เหมือนกันหรอก
ค้นหากันต่อไป
เหนื่อย
เบื่อ
สายตาไม่ดี
มันปวดหัว
คนเราชอบสิ่งที่คุ้นเคย
เพราะมันไม่ต้องเพ่งมาก
มันรู้ว่าเป็นยังไง
มันรู้ว่ามีรูปร่างยังไง
มันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของสิ่งเดิมๆ
ความแปลกใหม่คืออะไร
สายตาเราไม่โฟกัส
เลือกมองในสิ่งที่ไม่ปวดหัว
คงจะดี
ไม่รู้ว่าที่สุดหรือเปล่า
แต่เราอยากรักษาดวงตาเราไว้
มันมีคู่เดียว
ถนอมให้ดี
เหมือนมีก้อนอากาศทำนองไอพิษอากาศเสีย
ที่มันไม่ไปไหน
มันกลับมาอีกแล้ว
กลับมาจุกอยู่ตรงนี้
หายใจไม่ออก
เกลียดจริงๆ
ทรมาน
อิสร ะ
ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย …
อิสระไม่มีจริง
เราเชื่ออย่างนั้นในวินาทีนี้
วินาทีที่รู้สึกตัวเองเป็นอิสระ
แต่เปล่า
ใจเรายังอยู่ภายใต้บางสิ่ง
ยังไม่ได้อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง
ไม่มีหรอก
อย่าตามหาอิสระเลย
มันไม่ใช่ออกซิเจน
ที่ถึงแม้เรามองไม่เห็น
แต่เราก็สูดเอามันเข้าปอดได้
ไปทำตัวเองให้มีชีวิต
แต่อิสระที่มองไม่เห็น
จับไม่ได้
เราเอาวิธีไหนนำมันเข้าสู่ชีวิต
ไม่มี
เราจะอยู่กับอิสระได้เพียงเท่านั้นจริงหรือ
เราไม่เชื่อ
ไม่เชื่ออีกแล้วในเวลานี้
ยืนมองท้องฟ้าก็เป็นเช่นเคย …
140 ตัว
หลังจากตัด twitter ออกไปจากสารระบบชีวิตอย่างทะนุถนอม
ทะนุถนอมในที่นี้คือติดตามบ้างเป็นระยะจนแทบไม่ได้กดปุ่มทีสีฟ้าเลย
ร้างราวงการ 140 ตัวอักษรหันมาอ่านหนังสือจบ 1 เล่ม
จำนวนตัวอักษรในหนังสือ 1 เล่มอาจเทียบเท่า timeline เพียงสองสามวัน
เราไม่ได้หันมาต่อต้านทวิตเตอร์
ไม่ได้เป็นพวกมือถือสาก ปากทวีตขนาดนั้น
มีทวีตอีกมากมายที่ทำให้เวลาผ่านไปอย่างไม่เสียเปล่า
มีกำลังใจอาจเพียงสามสามวิ หรือแค่ได้รู้ที่กินใหม่
แต่ก็มีทวีตอีกจำนวนมากที่เวลาผ่านไปอย่างเสียเปล่า
แถมนำเราไปรู้สึกอะไรมากมาย
เราเคยเป็นพวกติดตามความรู้สึกชาวบ้านอยู่มากๆ
หลายทีที่ปล่อยใจไปรู้สึกกับเรื่องของคนอื่น
มันปิดที่การควบคุมตัวเอง
ดังนั้นถ้ารู้สึกเหนื่อย ไม่แฮปปี้ ก็เอาตัวเองออกมาจากตรงนั้ันดีกว่า
เมื่อถึงจุดๆนึง
ก็รู้สึกว่า ‘เห้ย ทำไมเราต้องมามากมายให้คนอื่นรับรู้ด้วยวะ’
และในขณะเดียวกัน
‘ทำไมเราต้องมารับรู้ความมากมายของคนอื่นด้วยวะ’
ไม่ใช่แค่รับรู้
แต่เป็นรู้สึกไปด้วย
มันเหนื่อยนะ
แต่สุดท้ายอย่าเอาเราเป็นบรรทัดฐาน
ขอย้ำอีกทีเราไม่ได้ต่อต้านทวิตเตอร์
เรากำลังต่อต้านตัวเอง ณ เวลานึง
เวลาที่ควรเอาตัวเองมารู้สึกนิ่งๆ บ้างซะที
แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีกับการบอกเล่าหรือทวีต
เรายังนิยมทวีตดีๆอาจไม่ต้องสร้างสรรค์จรรโลงโลก
ขอแค่เป็นความสุขระหว่างวินาทีให้ได้รู้สึก มันก็โอเค
หากยังมีความสุขก็จงทำ
ความสุขคนเราไม่เท่ากัน
สุขที่ได้ทวีต ที่ได้อ่านทวีต
แต่ความสุขเรากับสิ่งเหล่านั้นมันหมดแล้ว
เราเลือกออกมาจากสิ่งนั้นดีว่า
ถ้ามันทำให้เรารู้สึกหนักในหัว
รับรู้สารมากเกินความต้องการในชีวิต
เหมือนเวลากินน้ำมากๆแล้วปวดฉี่ อั้นไว้ก็เป็นนิ่ว
มันก็ต้องปล่อย ถ้าไม่อยากฉี่บ่อย ก็อย่ากินน้ำเยอะ
อะไรที่มันมากไปมันก็ไม่ดี
บางเรื่องรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
แต่ถ้าเรื่องมันหนักแล้วไม่ใช่ของเรา
จะเอามาหามให้ปวดไหล่ทำไม หา
มันดีนะกับการที่ไม่ต้องทำตัวมากมายเยอะแยะ
ใจเขา ใจเรา เราเรียนรู้กันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เดวนี้ขอเปรียบเทียใหม่เป็นไอพอดทัช
หากเราอยากให้เขาเรียนรู้ใจเรา เราก้อต้องแสดงเพื่อให้เขาเห็นใจ
ยุคนี้มันง่ายที่จะแสดงให้เห็นใจกัน
แต่ขอโทษ บางทีก่อนจะเห็นใจ มันก็เห็นเป็นกลุ่มคำกันก่อน
กลุ่มคำที่ประดิษฐ์มาเพื่อสร้างความเห็นใจ
กลับไปอ่านสเตตัสหรือทวีตตัวเองเก่าๆแล้วน้ำเน่าสิ้นดี
นี่เรากำลังทำอะไรอยู่หรอ?
อยากให้เขาเห็นใจ
แต่เราก็ไม่ได้แสดงใจจริงๆลงไปให้เขาดู
แสดงอะไรก็ไม่รู้
ที่มันก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าจำนวน 140 ตัวอักษร
เราแค่เบื่อตัวเอง
มันเป็นระยะหนึ่งของชีวิตนะ
ที่ต้องมานั่งทบทวนตัวเอง
ตอนนี้โอเคมั้ยวะ อะไรไม่โอเคในชีวิต ตัดมันออกมั้ยถ้าไม่จำเป็น
เรานิยมเรื่องไร้สาระพอๆกับปรัชญาบ้าบอที่พอจะทำให้ตัวเองมีปัญญา
แต่ก็แค่นั้นแหละ
ชีวิตคนเราถ้ากิเลสมันยังอยู่
เราคงได้เข้าไปทักทายใน timeline อีก
ไม่ใช่ว่าตอนนี้ไร้กิเลส ความอยากนะ
มีเยอะแยะมากมาก
แต่อันนี้เก็บไว้ก่อน เก็บไว้ในลิ้นชัก
รู้สึกกับตัวเองมากพอ
ก่อนที่จะต้องมารับรู้อะไรเยอะแยะของคนอื่น
บางอย่างไม่จำเป็นก็ต้องลืมๆ ลบๆไปบ้าง
ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เราอยากรับรู้
และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากรับรู้เรื่องของเรา
เออเดี๋ยวนะ
facebook มี noti เด้งมา
ขอเช็คก่อน
ขอให้เจริญ
ห่างหายไปนานกับการเขียน
รู้สึกประหลาดเล็กน้อยกับการเริ่มต้นเขียนอะไรยาวๆ หลังจากการเสพอะไรสั้นๆ มานาน
แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยดี เหมือนกับเจอคนที่รู้จักกันมานาน
แต่อาจจะไม่ได้คุยกัน ทักกันทุกวัน
พอมาเจอกันอีกที แทนที่จะทักทาย สบายดีมั้ย วันนี้กินอะไร รู้ข่าวนี้หรือยัง
เรากลับไม่ต้องพูดคุยอะไรกันมาก
นั่งลงนิ่งๆ พิมพ์ข้อความ และรู้สึกกับมันให้มาก เพียงแค่นั้น
ความรู้สึกเดิมๆก็ได้กลับมา
แปบๆ ก็ปาไปหลายบรรทัดแล้ว
หลายสิ่งวนเวียนและเวียนวน
ดูเหมือนว่าชีวิตได้ผ่านเลยมาอีกขั้น อาจเป็นขั้นที่ไม่สูง แต่ไอ้ขั้นไม่สูงนี่แหละที่บางทีก็ทำให้คนสะดุดง่าย
มันไม่เหมือนกับตอนที่เราเรียนหนังสือ
มีคนใจดี แทบไม่มีอะไรมาทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนทำร้าย
นี่คือชีวิตจริงหลังจากเรียนจบ
มันคือโลกของการดิ้นรนต่อสู้ มึงเป็นใคร กูเป็นใคร
เป็นโลกที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนและหน้าที่
บางคนใช้เวลาหลังเรียนจบบวกกับเวลาการงานมาทำร้ายเวลาของคนอื่น
เราไม่มีบาดแผลเหวอะหวะจากคนเหล่านั้น
มันเหมือนเป็นสะเก็ดก้อนกรวดที่มาบาดนิ้วเท้า แปบๆ ใส่เบตาดีนเดี๋ยวมันก็หาย
แค่ตอนแรกอาจจะเดินไม่สะดวก แต่ก็ช่างมัน
คิดซะว่าก้อนกรวดจะได้ทำหน้าที่อื่นบ้างนอกจากอยู่บนพื้นดินเฉยๆให้คนเหยียบ
แปลกที่บางทีคนเรามีความสุขกับการทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองด้อยหรือโง่กว่าตัว
ระดับคุณค่าในตัวเองของใครมีมากกว่ากันมันวัดที่ไหน
แต่ขอโทษจริงๆ ที่เราไม่ได้รู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองลดลงหลังจากถูกบาดด้วยกริยาน่ารังเกียจ
แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองมีค่าในเวลาที่คนอื่นพยายามดิ้นรนเพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเอง
เค้าลืมไปว่ามันไม่ใช่
การ ‘บอก’ ว่าตัวเองมีคุณสมบัติดีเด่น เก่งกาจ ไม่ได้ช่วยให้คุณค่าตัวเองดีขึ้น
ปรอทอะไรวัดได้อย่างนั้น
เราโตไป เราจะไม่ทำแบบนี้ ไม่ได้บอกว่ากูจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ที่ประเสริฐ
ไม่ได้บอกว่าจะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกให้หลาน
แต่เราจะไม่ทำกริยาแบบนี้ให้คนอายุอ่อนกว่ารู้สึกแย่แบบนี้
อ่อนทั้งอายุ อ่อนทั้งประสบการณ์ก็จริง แต่จำไว้ว่า เค้าไม่ได้โง่
คนฉลาดไม่ต้องพูด ในขณะเดียวกันคนโง่ก็ไม่ผิด
และในขณะเดียวกันการทำตัวฉลาดๆบางทีก็โคดโง่ โง่กว่าคนที่แกล้งโง่
ชีวิตจริงสอนให้เราแกล้งโง่ แต่อย่าโง่จริง
และอย่าพยายามเสร่อทำตัวแกล้งฉลาด
เพราะมันจะดูโง่มาก แม้ในสายตาคนโง่ก็ตามที
ขอให้เจริญ
ทางนี้มันยังอีกยาว
ไม่รู้หรอกว่าจะแกล้งโง่ต่อไปในเส้นนี้นานแค่ไหน
แต่มันก็สนุกดีที่ได้เห็นคนฉลาดทำงาน และในขณะเดียวกัน
ก็ขำขันกับคนอวดฉลาดที่ทำงานเช่นกัน
เราโง่นะ
โง่ประสบการณ์และอะไรหลายอย่าง
คงต้องเรียนรู้วิธีฉลาดอีกเยอะ
แต่ถึงรู้แล้วก็คงไม่บอกใคร
เดี๋ยวเค้าหาว่าโง่
